ประวัติความเป็นมาของขนมไทย

   ขนมไทยหัตกรรมของความอร่อย

สองปีสองปิดบัง                แต่ลำพังสองต่อสอง
งามจริงจ่ามงกุฎ                ใส่ชื่อดุจมงกุฎทอง
เรียมร่ำคำนึงปอง               สะอิ้งน้องนั้นเคยยล
บัวลอยเล่ห์บัวงาม             คิดบัวกามแก้วกับตน
ปลั่งเปล่งเคร่งยุคล            สถนนุชดุจประทุม
ช่อม่วงเหมาะมีรส              หอมปรากฏกลโกสุม
คิดสีสไลคลุม                     หุ้มห่อม่วงดวงพุดตาน
ฝอยทองเป็นยองใย          เหมือนเส้นไหมไข่ของหวาน
คิดความยามเยาวมาลย์    เย็บชุนใช้ไหมทองจีน

                พระราชนิพนธ์กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวานของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ซึ่งคัดมาเฉพาะบทเห่ชมเครื่องหวานข้างต้น ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความประณีตในการกินอยู่ของชาวไทยในอดีต ที่ให้เห็นความสำคัญในการคิดค้น ทดลอง ประดิษฐ์อาหารคาวหวานนานาชนิด โดยเฉพาะขนมไทยที่ขึ้นชื่อเป็นเอกลักษณ์ของคนไทย

ถึงแม้ว่าปัจจุบัน ขนมไทยจะลดความสำคัญลงไปจากขนมหวานที่มีต้นตำรับจากในวัง จนกลายเป็นที่นิยมนำมาทำรับประทานกันอย่างแพร่หลายในหมู่ราษฎรทั่วไป แต่ทุกวันนี้คนจะสั่งขนมไทยมากๆ ก็ต่อเมื่อใช้เลี้ยงในงานพิธีต่างๆ เด็กไทยรุ่นใหม่หลายๆคนยังไม่ทราบถึงความเป็นมาอีกทั้งยังไม่รู้จักขนมไทยโบราณบางชนิด ซึ่งหลงเหลือเพียงแต่ชื่อและนับวันจะหาชิมได้ยากขึ้น

คำว่า “ขนม” เข้าใจว่ามาจากคำสองคำที่มาผสมกันคือ “ข้าวหนม” และ “ข้าวนม” เข้าใจว่าเป็นข้าวผสมน้ำอ้อย น้ำตาล โดยอนุโลมคำว่าหนม แปลว่า หวาน ข้าวหนม ก็แปลว่า ข้าวหวาน เรียกสั้นๆ เร็วๆ ก็กลายเป็น ขนม ไป ส่วนที่ว่ามาจากข้าวนม (ข้าวเคล้านม) นั้นดูจะเป็นตำนานแขกโบราณ อย่างข้าวมธุปายาส (ที่นางสุชาดาทำถวายพระพุทธเจ้าเมื่อตอนตรัสรู้ก็ว่าเป็นข้าวหุงกับนม) คำว่า ขนม มีใช้มาหลายร้อยปียากจะสันนิฐานแน่นอนได้ เช่นเดียวกับไม่มีหลักฐานยืนยันแน่นอนว่า “ขนมไทย” เกิดขึ้นมาตั้งแต่สมัยใดเป็นครั้งแรก

ซึ่งในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช อันถือได้ว่าเป็นยุคทองของการทำขนมไทย ดังที่จดหมายเหตุฝรั่งโบราณได้มีการบันทึกไว้ว่า การทำขนมในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชนั้นเจริญรุ่งเรืองมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อชาวโปรตุเกสอย่างท่านผู้หญิงวิชาเยนทร์หรือบรรดาศักดิ์ว่า ท้าวทองกีบม้า ผู้เป็นต้นเครื่องขนมหรือของหวานในวัง ได้สอนให้สาวชาววังทำของหวานต่าง ๆ โดยเฉพาะได้นำไข่ขาวและไข่แดงมาเป็นส่วนผสมสำคัญอย่างที่ทางโปรตุเกสทำกัน ขนมที่ท่านท้าวทองกีบม้าทำขึ้นและยังเป็นที่นิยมจนถึงปัจจุบันก็ได้แก่ ขนมทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง ขนมหม้อแกง และรวมไปถึง ขนมทองโปร่ง ขนมทองพลุ ขนมสำปันนี ขนมไข่เต่า ฯลฯ

ขนมไทยแต่ละภาค

  • ขนมไทยล้านนา ส่วนใหญ่จะทำจากข้าวเหนียว และส่วนใหญ่จะใช้วิธีการต้ม เช่น ขนมเทียน ขนมวง ข้าวต้มหัวหงอก มักทำกันในเทศกาลสำคัญ เช่นเข้าพรรษา สงกรานต์
  • ขนมไทยภาคกลาง ส่วนใหญ่ทำมาจากข้าวเจ้า เช่น ข้าวตัง นางเล็ด ข้าวเหนียวมูล และมีขนมที่หลุดลอดมาจากรั้ววัง จนแพร่หลายสู่สามัญชนทั่วไป เช่น ลูกชุบ หม้อข้าวหม้อแกง ฝอยทอง ทองหยิบ เป็นต้น
  •  ขนมไทยภาคอีสาน เป็นขนมที่ทำกันง่ายๆ มักใช้ในงานบุญพิธี ที่เรียกว่า ข้าวประดับดิน โดยชาวบ้านนำข้าวที่ห่อใบตอง มัดด้วยตอกแบบข้าวต้มมัด กระยาสารท ข้าวทิพย์ ข้าวยาคู
  • ขนมไทยภาคใต้ ชาวใต้มีความเชื่อในเทศกาลวันสารท เดือนสิบ จะทำบุญด้วยขนมที่มีเฉพาะในท้องถิ่นภาคใต้เท่านั้น เช่น ขนมลา ขนมพอง ข้าวต้มห่อด้วยใบกะพ้อ ขนมบ้าหรือขนมลูกสะบ้า ขนมดีซำหรือเมซำ ขนมเจาะหูหรือเจาะรู ขนมไข่ปลา ขนมแดง เป็นต้น

ขนมไทยประเภทต่างๆ

  • ขนมไทยประเภทวุ้น  ได้แก่ วุ้นน้ำหวาน วุ้นใบเตย วุ้นมะพร้าวอ่อน วุ้นสังขยา ฯลฯ
  • ขนมไทยประเภทน้ำเชื่อม ได้แก่ ข้าวต้มน้ำวุ้น ทับทิมกรอบ สามแช่ ฯลฯ
  • ขนมไทยประเภทกวน หมายถึง การทำขนมให้สุกด้วยการนำขนม (ส่วนผสม ของเหลว) ซึ่งต้องการจะกวน ใส่ในกระทะ ซึ่งตั้งไฟใช้ไม้พายคนให้แรงและเร็วไปในทิศทางเดียวกันจนทั่วทำให้ขนม(ส่วนผสมของเหลว)เป็นเนื้อเดียวกันมีความข้นและเหนียว
  • ขนมไทยประเภทต้ม หมายถึง การนำส่วนผสมใส่หม้อต้มกับน้ำหรือกะทิ ตั้งไฟให้เดือดจนขนมสุก การทำขนมประเภทต้มที่มีการห่อด้วยใบตองจะต้องห่อให้สนิทใบตองต้องไม่แตก
  • ขนมไทยประเภททอด หมายถึง การทำขนมให้สุก ด้วยการทำขนมที่ต้องการจะทอด ใส่ลงในกระทะที่มี น้ำมันตั้งไฟร้อน แล้วทอดจนขนมสุกหรือเหลืองกรอบ ตามที่ต้องการ ได้แก่ ขนมดอกจอก ขนมสายบัว ขนมครองแครงกรอบ ฯลฯ
  • ขนมไทยประเภทนึ่ง หมายถึง การทำขนมไทยให้สุกโดยใช้ไอน้ำ ด้วยการนำขนมที่ต้องการนึ่ง ใส่ในลังถึงที่มีน้ำเดือด ปิดฝาลังถึงไม่ให้ไอน้ำออก ได้แก่ ขนมกล้วย ขนมสอดไส้ ข้าวต้มมัด ขนมชั้น ขนมตาล ขนมสายบัว ฟักทองสังขยา ขนมปุยฝ้าย ฯลฯ
  • ขนมไทยประเภทเปียก ได้แก่ ข้าวเหนียวเปียกข้าวโพด สาคูเปียก เต้าส่วน บัวแก้ว ถ้าเป็นการเปียกข้าวเหนียวหรือสาคูให้สังเกตเมล็ดข้าวเหนียว เมล็ดสาคูเริ่มบานเล็กน้อย ให้ใส่น้ำตาลทันทีน้ำตาลจะไปช่วยรัดเมล็ดไม่ให้ บานมากถ้าปล่อยให้เมล็ดข้าวเหนียวเมล็ดสาคูบานเกินไปจะไม่อร่อยส่วนกะทิที่ใช้ในการราดขนมประเภทเปียกจะใช้หัวกะทิสดผสมเกลือแต่ถ้าต้องการเก็บกะทิหลายชั่วโมงให้นำกะทิไปตั้งไฟคนพอเดือด
  • ขนมไทยประเภทการปิ้ง หมายถึง การทำให้ขนมสุก ด้วยการวางห่อขนมที่ต้องการจะปิ้งไว้เหนือเตาไฟ โดยมีตะแกรงรองขนมไว้และใช้ไฟไม่แรงมาก ปิ้งจนขนมผิวสุกเกรียมหรือกรอบได้แก่ ขนมจาก ข้าวเหนียวปิ้ง ขนมทองม้วน ฯลฯ
  • ขนมไทยประเภทอบ หมายถึง การทำขนมให้สุก ด้วยการใช้ความร้อนแห้ง โดยการนำขนมที่ต้องการอบใส่ภาชนะ แล้วนำเข้าเตาอบที่มีความร้อนรอบตัวโดยใช้ไฟล่างและไฟบน โดยจุดเตาอบล่วงหน้า ประมาณ 10 นาที การอบต้องควบคุมความร้อนให้สม่ำเสมอและควบคุมให้เหมาะกับชนิดของขนมที่จะนำมาอบขนมไทยบางชนิด ต้องใช้ความร้อนต่ำใช้เวลาอบนาน เช่น การอบขนมแบบไทยที่เรียกว่าการผิง เช่น ขนมหม้อแกง ขนมไทยบางชนิด ใช้ความร้อนปานกลาง ระยะเวลาสั้น เช่น ขนมกลีบลำดวน


               ขนมไทยได้เข้ามามีบทบาทในงานบุญตั้งแต่อดีตมาแล้วที่คนไทยทำขนมพิเศษๆ เฉพาะงานบุญขึ้นนั่น หมายถึง ในปีหนึ่งๆจะมีการทำขนมชนิดนั้นเพียง 1 ครั้งเท่านั้น เนื่องจากทำยากและจะต้องใช้แรงกายของคนหลายๆคนร่วมกัน ชาวบ้านจะทำขนมนั้นๆ ในปริมาณมาก ซึ่งถ้าเหลือจากงานบุญก็จะนำไปแจกจ่ายเพื่อนบ้านและเก็บไว้กินเอง หากเรียกขนมไทยในงานบุญนี้ว่าขนมตามฤดูกาลก็คงจะไม่ผิดนัก ซึ่งขนมที่ใช้ใน งานมงคลสมรส มักจะทำขนมหวานให้ครบ 9 สิ่ง ขนมที่ใช้ในงานมงคลสมรสตามประเพณีทางฝ่ายเจ้าสาวจะต้องเป็นผู้จัด และขนมที่นิยมจัดคือ ฝอยทอง หรือ ทองหยิบ ขนมชั้นขนมถ้วยฟู ขนมทองเอก ขนมหม้อแกง พุทราจีน ข้าวเหนียวแก้ว หรือวุ้นหน้าสีต่างๆ ขนมดอกลำดวนผลไม้ต่างๆ ลอยแก้ว แต่ความเชื่อบางอย่างของคนไทย ขนมที่มีลักษณะเป็นเส้นมักใช้สำหรับทำบุญอายุ เพราะเชื่อว่าจะช่วยให้มีอายุยืนยาว แต่กลับไม่ใช้จัดในงานศพ เพราะเชื่อว่าจะมีการตายอย่างต่อเนื่องไม่เป็นมงคล ความเชื่อเหล่านี้ถือเป็นเหตุผลของแต่ละบุคคล ซึ่งขนมที่ใช้ในพิธีตั้งศาลพระภูมิ เช่น ขนมต้มแดง ขนมดอกจอก หรือขนมทองหยิบ ขนมถั่วแปบ  ข้าวเหนียวแดง ขนมประเภทบวดต่างๆ  ขนมที่ใช้ในประเพณีสงกรานต์ งานตรุษสงกรานต์ คนไทยถือว่าเป็นวันขึ้นปีใหม่ของไทย ขนมที่ใช้ทำได้แก่ กะละแม ข้าวเหนียวแดง ขนมที่ใช้ในวันเข้าพรรษา ซึ่งเป็นวันที่พระสงฆ์ ต้องอยู่จำวัด ไม่ออกไปค้างแรมที่อื่นระยะเวลา  3 เดือน เพราะเป็นฤดูฝน ขนมที่นิยมทำกัน ได้แก่ ข้าวต้มผัด แกงบวดต่างๆ

                     “ขนมไทย” เป็นเอกลักษณ์ของความเป็นไทย นอกจากจะมีความงดงาม ละเอียดอ่อน มีตวามอ่อนช้อย พิถีพิถันในทุกขั้นตอนในการทำแล้ว ยังคงมีรสชาติที่แสนอร่อย ซึ่งขนมแต่ละชนิดยังมีชื่อเรียกที่บ่งบอกถึงคุณค่า และแฝงไปด้วยความหมายอันเป็นสิริมงคล คำว่า “มงคล” หมายถึง สิ่งที่นำมาซึ่งความดีงามและความเจริญรุ่งเรือง ส่วน “ขนมมงคล” หมายถึง ขนมไทยที่นำไปใช้ประกอบเครื่องคาวหวาน ถวายพระ เลี้ยงแขก ในงานพิธีมงคลต่างๆ เช่น งานมงคลสมรส งานบวช หรืองานขึ้นบ้านใหม่ เป็นต้น โดยจะต้องเลือกใช้เฉพาะขนมไทยที่มีชื่อไพเราะและเป็นสิริมงคล ดังเช่น “ขนมมงคล 9 อย่าง” ที่จะกล่าวดังต่อไป ทองหยิบ ซึ่งเป็นขนมมงคลชนิดหนึ่งที่มี ลักษณะงดงามคล้าย ดอกไม้สีทอง จะต้องประดิษฐ์ประดอย จับกลีบให้มีความงดงามเหมือนกลีบดอกไม้ ขนมทองหยิบ เชื่อว่าหากนำไปใช้ประกอบ พิธีมงคล ต่างๆ หรือให้เป็น ของขวัญ แก่ใครแล้ว จะทำให้เกิดความมั่งคั่งร่ำรวย หยิบจับ การงาน สิ่งใดก็จะ ร่ำรวย มีเงินมีทอง สมดังชื่อ “ทองหยิบ”  ทองหยอด  ใช้ในพิธีมงคล ทั้งหลาย หรือมอบเป็น ของขวัญในโอกาสสำคัญ ๆ หรือจะแทน คำอวยพร ให้ร่ำรวยมีเงินมีทอง ใช้จ่ายอย่างไม่รู้หมดสิ้น ประดุจให้ ทองคำ แก่กัน ฝอยทอง เป็นขนมใน ตระกูลทอง ที่มีลักษณะเป็นเส้น นิยมใช้กันในงานมงคลสมรส ถือเคล็ด กันว่าห้ามตัดขนม ให้สั้นต้องปล่อยให้เป็น เส้นยาวๆ เพื่อที่ คู่บ่าวสาว จะได้ ครองชีวิตคู่ และ รักกันได้อย่างยืนยาวตลอดไป ขนมชั้น  เป็นขนมไทย ที่ถือเป็น ขนมมงคล ต้องหยอด ขนมชั้น ให้ได้ 9 ชั้น ซึ่งเลข 9 คนไทยเชื่อว่าเป็น เลขสิริมงคล หมายถึง ความเจริญก้าวหน้า และ ขนมชั้น ก็หมายถึงการได้เลื่อนชั้น เลื่อน ยศถาบรรดาศักดิ์ ให้สูงขึ้น ขนมทองเอก เป็นขนม ในตระกูลทอง อีกชนิดหนึ่งที่ต้องใช้ความ พิถีพิถันเป็นอย่างยิ่งในทุก ขั้นตอน ซึ่งจะโดดเด่นกว่า ขนม ตระกูลทอง ชนิดอื่นๆ ตรงที่มี ทองคำเปลว ติดไว้ที่ด้านบนของขนม คำว่า “เอก” หมายความถึง การเป็นที่หนึ่ง การใช้ ขนมทองเอก ประกอบพิธีมงคล สำคัญต่างๆ หรือใช้มอบเป็น ของขวัญ ใน งานฉลอง การเลื่อนยศเลื่อนตำแหน่ง จึงเปรียบเสมือน คำอวยพร ให้เป็นที่หนึ่ง ด้วย ขนมเม็ดขนุน  เป็นหนึ่งใน ขนม ตระกูลทองเช่นกัน มีสีเหลืองทอง รูปร่างลักษณะคล้ายกับ เม็ดขนุน ข้างในมีไส้ทำด้วย ถั่วเขียวบด มี ความเชื่อกันว่า ชื่อของ ขนมเม็ดขนุน จะเป็น สิริมงคล ช่วยให้มีคนสนับสนุน หนุนเนื่อง ในการดำเนินชีวิตและในหน้าที่การงานหรือ กิจการต่างๆ ที่ได้กระทำอยู่ ขนมจ่ามงกุฎ เป็น ขนม ที่ทำยากมี ขั้นตอนใน การทำ สลับซับซ้อน นิยมทำกันเพื่อใช้ประกอบ พิธีการ ที่สำคัญจริงๆ คำว่า “จ่ามงกุฎ” หมายถึง การเป็น หัวหน้าสูงสุดแสดงถึงความมี เกียรติยศสูงส่ง นิยมใช้เป็น ของขวัญ ใน งานเลื่อนยศ เลื่อนตำแหน่งถือเป็น การแสดงความยินดี และ อวยพร ให้มีความก้าวหน้า ในหน้าที่การงาน ยิ่งๆ ขึ้นไป ขนมถ้วยฟู  มีความหมาย เป็นสิริมงคล หมายถึง ความเจริญรุ่งเรืองเฟื่องฟู นิยมใช้ประกอบใน พิธีมงคล ต่างๆ ทุกงาน การทำ ขนมเสน่ห์จันทน์ “จันทน์” เป็น ต้นไม้ชนิดหนึ่ง มี ผลสุก สีเหลือง เปล่งปลั่ง ทั้งสวยงามและมี กลิ่นหอม ชวนให้หลงใหล คน โบราณ จึงนำ ความมีเสน่ห์ ของ ผลจันทน์ มาประยุกต์ทำเป็น ขนม และได้นำ “ผลจันทน์ป่น” มาเป็นส่วนผสมทำให้มี กลิ่นหอม เหมือน ผลจันทน์ ให้ชื่อว่า “ขนมเสน่ห์จันทน์” โดยเชื่อว่าคำว่า เสน่ห์จันทน์ เป็นคำที่มี สิริมงคล จะทำให้มี เสน่ห์ คนรักคนหลงดังเสน่ห์ ของ ผลจันทน์ ขนมเสน่ห์จันทน์ จึงถูกนำมาใช้ประกอบในงาน พิธีมงคลสมรส

สรุป     ขนมไทยเป็น เอกลักษณ์ของชาติ มาตั้งแต่บรรพบุรุษจนสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน โดยถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น ขนมไทยเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความละเอียดอ่อนประณีตในการทำ  ตั้งแต่วัตถุดิบ  วิธีการทำ ที่กลมกลืน พิถีพิถัน ในเรื่องรสชาติ สีสัน ความสวยงาม กลิ่นหอม  รูปลักษณะชวนรับประทาน ตลอดจนกรรมวิธีการรับประทาน  ขนมแต่ละชนิด ซึ่งยังแตกต่างกันไปตามลักษณะของขนมชนิดนั้น ๆ ขนมไทยที่นิยมทำกันทุก ๆ ภาคของประเทศไทย ในพิธีการต่าง ๆ เนื่องในการทำบุญเลี้ยงพระ ก็คือขนมจากไข่ และมักถือเคล็ดจากชื่อและลักษณะของขนมนั้น ๆ งานสิริมงคลต่าง ๆ เช่น งานมงคลสมรส ทำบุญวันเกิดหรือทำบุญขึ้นบ้านใหม่ ส่วนใหญ่ก็จะมีการเลี้ยงพระกับแขกที่มาในงาน เพื่อเป็นสิริมงคลของงานขนมก็จะมีฝอยทอง เพื่อหวังให้อยู่ด้วยกัน ยืดยาวมีอายุยืน  ขนมชั้น ก็ให้ได้เลื่อนขั้นเงินเดือน  ขนมถ้วยฟูก็ขอให้เฟื่องฟู ขนมทองเอกก็ขอให้ได้เป็นเอก ขนมแต่ละชนิดยังมีชื่อเรียกที่บ่งบอกถึงคุณค่า และแฝงไปด้วยความหมายอันเป็นสิริมงคล

เอกสารอ้างอิง

ศรีสมร  คงพันธุ์.ขนมไทย1 (2533). โรงพิมพ์ เจ.ฟิล์ม โปรเซส

รุ่งทิวา  วงค์ไพศาลฤทธิ์.ขนมไทยในงานพิธี(2553).บริษัทพิมพ์ดีการพิมพ์ จำกัด

[ระบบออนไลน์].แหล่งที่มา http://www.panyathai.or.th/wiki/index.php. (วันที่  5 พฤษภาคม  2555 )

[ระบบออนไลน์].แหล่งที่มา http://www.thaidesserts.org/history/characterandtype.php.

(วันที่  5 พฤษภาคม  2555 )

[ระบบออนไลน์].แหล่งที่มา http://student.nu.ac.th/Bankhanom/SaraNarue/mongkol.htm .

(วันที่  6 พฤษภาคม  2555 )

About KeERatikoRn

Call M3. MaY :) I'm FuN and CheerFuL -. SoM3times I'm eaSily bored.

8 responses »

  1. yiingg says:

    จากที่ได้เริ่มเปิดดูครั้งแรกจะพบว่า ได้มีการดึงดูดความสนใจตรงการเริ่มเรื่อง คือมีการเริ่มเรื่องด้วยบทกลอนทำให้เรื่องดูน่าสนใจดีค่ะ

  2. noocarrysun says:

    บทความเรืองขนมไทยหัตกรรมของความอร่อย
    ส่วนชื่อเรื่อง ตั้งชื่อเรื่องด้ดีค่ะ สามารถเข้าใจว่าเขัียนบทความถึงเรื่องอะไร
    ส่วคำนำ ดีมากค่ะ มีการนำบทกลอนพระราชนิพนธ์มาใช้ ทำให้อ่านแล้วรู้สึกดี ไพเราะค่ะ
    ส่วนเนื้อเรื่อง กล่าวถึงเนื้อาได้ดีค่ะ ตั้งแต่ความเป้นมา ขนมไทยแต่ละภาค ขนมไทยประเภทต่างๆ เนื่อหาดีค่ะ ลำดับเนื้อหา ย่อหน้าก้ดี เข้าใจในแต่ละย่อหน้า ที่มีเนื้อหาเข้าใจง่ายค่ะ
    ส่วนสรุป สรุปได้ดี กล่าวถึงขนมไทย มีประโยชน์แก่ผู้อ่านค่ะ
    บทความนี้ดีค่ะ มีรูปภาพประกอบด้วย
    นางสาวหทัยชนก สมบูรณ์ รหัส 540232176 สาขาอาชีวศึกษา ผู้แสดงความคิดเ็น

  3. yiingg says:

    วันนั้นมาเม้นให้แล้วนะ ไม่รู้ทำไมมันหาย เม้นใหม่ๆๆ

  4. yiingg says:

    เนื้อหามีประโยชน์มากเลยค่ะ ทำให้รู้ว่าขนมไทยที่เราเคยเข้าใจนั้น ที่จริงแล้วนั้นมีหลายประเภทและยังแบ่งเป็นแต่ละภาคอีกด้วย

  5. wanussanun says:

    จากบทความเรื่อง ขนมไทยหัตกรรมของความอร่อย ชื่อเรื่องแสดงให้เห็นว่าบทความกล่าวถึงเรื่องอะไร น่าสนใจดีคะสำหรับชื่อบทความ บทนำขึ้นด้วยพระราชนิพนธ์กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน ทำให้น่าสนใจเพิ่มขึ้น เนื้อหามีการลำดับเนื้อหาได้ดี มีรูปภาพประกอบ ทำให้เห็นว่าขนมไทยไม่ใช่แต่มีความอร่อยยังสามารถนำมาใช้ในงานมงคลต่างๆได้อีกด้วย

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s